ยึดหลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา



    2017-12-02  ผู้สื่อข่าว: กาคาบข่าว

    ผบ.ทร.ตรวจเยี่ยมการผลักดันน้ำของกองทัพเรือในแม่น้ำท่าจีน


          วันที่ 2 ธันวาคม 2560 พลเรือเอก นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมจุดติดตั้งเรือผลักดันน้ำในแม่น้ำท่าจีน เพื่อบำรุงขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลในการผลักดันน้ำ บริเวณวัดใหญ่จอมปราสาท ตำบลท่าจีน (ใต้สะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน ถนนพระราม 2) ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยมี นายประภัสสร์ มาลากาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้การต้อนรับ
          
          ผู้บัญชาการทหารเรือได้รับฟังบรรยายสรุป สถานการณ์และแผนการทำงานในพื้นที่ พร้อมทั้งเยี่ยมชมการทำงานในจุดที่ติดตั้งเรือผลักดันน้ำ และพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการณ์ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ สำหรับการดำเนินงานผลักดันน้ำในครั้งนี้ เนื่องจากกรมชลประทานจำเป็นต้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชฤดูแล้งได้ทันภายในกลางเดือน ธันวาคม 2560 นี้ จึงได้ขอรับการสนับสนุน เรือผลักดันน้ำ จากกองทัพเรือ ในการเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำในแม่น้ำท่าจีนให้ลงสู่อ่าวไทยได้รวดเร็วขึ้น ตลอดจนดึงน้ำที่ท่วมขังในทุ่งเจ้าพระยาตอนล่าง ให้ออกจากทุ่งอย่างรวดเร็ว ซี่งกองทัพเรือได้สนับสนุนเรือผลักดันน้ำจำนวน 30 ลำ มาติดที่ตั้งใต้สะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน ถนนพระราม 2
          
          เรือผลักดันน้ำของกองทัพเรือนั้น ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำหลากมาตั้งแต่ปี 2538 ปัจจุบันกรมชลประทานได้นำไปดัดแปลงระบบ เพื่อใช้แก้ไขปัญหาระบบน้ำทั่วประเทศ และจากองค์ความรู้ ในการสร้างเรือผลักดันน้ำ ทำให้ กองทัพเรือสร้างเรือผลักดันน้ำขึ้นใหม่เพื่อให้ทันต่อการนำไปใช้ในพื้นที่ประสบอุทกภัย ในปี 2554 ทั้งยังสนองต่อพระราชดำริแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการนำอุปกรณ์ เครื่องยนต์ที่มีอยู่เดิมมาผลิตและพัฒนาขึ้นใหม่เป็น 3 ขนาด คือขนาด 320 แรงม้า ผลักดันน้ำได้ 150,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน ขนาด 220 แรงม้า ผลักดันน้ำได้ 100,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน และขนาด 120 แรงม้า ผลักดันน้ำได้ 30,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน เรือผลักดันน้ำนับว่าเป็นประโยชน์ต่อการระบายน้ำเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ครั้งละปริมาณมาก อีกทั้งยังสามารถชะล้างไล่ดินเลนที่ตกตะกอนอยู่ก้นแอ่งให้หมดไป ทำให้น้ำไหลได้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่เป็นแอ่ง เป็นบึงและคอขวด เนื่องจากเป็นที่ลุ่มระบายน้ำออกได้ลำบากและไหลได้ไม่เร็ว
          
          พลเรือเอก นริส ประทุมสุวรรณ กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีมวลน้ำตกค้างอยู่ที่จังหวัดอยุธยา สุพรรณบุรี และทางตอนบนซึ่งระบายลงมาได้อย่างล่าช้า เนื่องจากความลาดชันของพื้นที่และความคดเคี้ยวของแม่น้ำท่าจีน โดยกรมชลประทานได้เข้าไปผลักดันในช่วงต้นของแม่น้ำท่าจีน และกองทัพเรือเข้ามาช่วยผลักดันน้ำในช่วงปลายของแม่น้ำท่าจีน ซึ่งคาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาน้ำที่ท่วมขังมาเป็นเวลานานได้ ส่วนของการเข้ามาผลักดันน้ำครั้งนี้ได้วางแผนการทำงานไว้ 15 วัน เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจก็จะเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ เพื่อไปช่วยผลักดันน้ำในพื้นที่อื่นๆตามแต่การร้องขอ ต่อไป