ยึดหลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา     ...พบเหตุต้องสงสัย แจ้งสายด่วนความมั่นคง 1347 กอ.รมน................



    2017-07-19  ผู้สื่อข่าว: กาคาบข่าว

    เปิดประชุมเวทีสาธารณะ ร่างสัญญาประชาคม เพื่อความสามัคคีปรองดอง


          วันที่ 17 ก.ค.60 ที่หอประชุม กองทัพภาคที่ 1 เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร พลโท กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพน้อยที่ 1 เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นเวทีสาธารณะร่างสัญญาประชาคม เพื่อความสามัคคีปรองดอง โดยมี มีกลุ่มนักการเมือง แกนนำมวลชน สื่อมวลชน ส่วนราชการ เครือข่ายภาคประชาชนและชุมชนในการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ร่วมกับส่วนราชการของ กอ.รมน.ภาค 1 (26 จังหวัด) ประมาณ 450 คนเข้าร่วม โดยร่างสัญญาประชาคมเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ บทนำ ความเห็นร่วมเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง และ บทสรุป นอกจากนี้ยังมีภาคผนวกที่เป็นความเห็นของนายกรัฐมนตรีรวมทั้งหมด 15 ข้อ ซึ่งมีเนื้อหาใกล้เคียงกับร่างสัญญาประชาคม




          บทนำ : สังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่มีความเข้มแข็ง ประชาชนอยู่ร่วมกันแบบพี่น้อง ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ประพฤติปฏิบัติตนตามขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ยึดหลักคำสอนของศาสนาเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต ทำให้สังคมอยู่กันอย่างสงบสุข อย่างไรก็ตามจากการพัฒนาในด้านต่างๆ การเข้ามาของวัฒนธรรมและค่านิยมจากต่างประเทศ ส่งผลให้สภาพสังคมไทยเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีบางส่วนก่อให้เกิดปัญหาตามมาเป็นจำนวนมาก เช่น การขาดความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรมการ แสวงประโยชน์จากช่องว่างของกฎหมาย การขาดโอกาสในการเข้าถึงระบบการศึกษา และระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน ตลอดจนการกระจายความเจริญที่ไม่สมดุล ซึ่งก่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองกับสังคมชนบท การผูกขาดของกลุ่มทุนทำให้ระบบเศรษฐกิจฐานรากถูกทำลาย เป็นต้น นอกจากนี้ปัญหาการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ได้ขยายเป็นวงกว้างไปยังพื้นที่ต่างๆของประเทศ และยกระดับเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขต รวมทั้งมีการใช้ความรุนแรง ซึ่งเมื่อประกอบกับการที่ปัญหาต่างๆตามที่กล่าวมาแล้ว ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ทำให้ประเทศไทยเดินเข้าสู่ทางตัน และอยู่ในลักษณะ “ติดกับดัก” ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคสังคมการเมืองและเศรษฐกิจโดยรวม
          
          จากสภาพของปัญหาดังกล่าวข้างต้น แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพและสิ่งดีงามอื่นๆอีกมากมาย แต่ก็ไม่สามารถจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ประเทศไทยต้องหยุดชะงักและสูญเสียโอกาสในการพัฒนา ในขณะที่ประเทศอื่นๆต่างมีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่คนไทยทุกคนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างจริงจัง เพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องเป็นธรรม เกิดความสามัคคีปรองดองประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประเทศไทยมีความสงบสุขสามารถก้าวเดินต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรี มีความเจริญเติบโตทัดเทียมนานาอารยะประเทศต่อไปในอนาคต


          ความเห็นร่วมเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง : ด้วยสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบของพลเมืองไทยที่มีต่อประเทศชาติ พวกเราทุกคนขอให้คำมั่นต่อกันว่าจะสามัคคีปองดอง และร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจัง ในการนำพาประเทศก้าวข้ามปัญหา และอุปสรรคทั้งปวง ไปสู่จุดหมายปลายทางที่พวกเราทุกคนมุ่งหวัง โดยยึดถือกรอบความเห็นร่วมเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ดังต่อไปนี้


          1.คนไทยทุกคน พึงร่วมมือกันสร้างบรรยากาศของความสามัคคีปรองดองเพื่อให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตลอดจนพึงมีความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างถูกต้อง เหมาะสม ในกรอบของกฎหมาย มีส่วนร่วมกับการเมืองภาคประชาชน ยอมรับความแตกต่างทางความคิด และส่งเสริมสถาบันการเมืองให้มีความเข้มแข็ง เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม และยอมรับผลการเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นฉันทามติของคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งร่วมกันตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ และการแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกในระบบรัฐสภา
          
          2.คนไทยทุกคน พึงน้อมนำศาสตร์พระราชา มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับการดำรงชีวิต ประกอบอาชีพอย่างสุจริต พึ่งพาตนเองได้มีคุณธรรม จริยธรรม มีไมตรีจิตต่อกัน และร่วมสร้างความเข้มแข็ง ในการประกอบอาชีพของท้องถิ่น ตลอดจนเศรษฐกิจฐานรากที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจเสรี ส่งเสริมระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้ทั่วถึง รวมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาตนเอง ให้มีขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ เพื่อยกระดับรายได้และสร้างโอกาสในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
          
          3.คนไทยทุกคน พึงยึดมั่นในหลักคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรม ในการดำเนินชีวิต มีความซื่อสัตย์ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริต และประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ รวมทั้งร่วมกันตรวจสอบ ไม่ให้มีการทุจริตในทุกระดับ เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งปราศจากการคอรัปชั่น
          
          4.คนไทยทุกคน พึงร่วมมือกันสนับสนุน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า ยอมรับและเชื่อมั่นกระบวนการจัดสรร ทรัพยากรที่สุจริตและเป็นธรรม โดยคนไทยพึงมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ในท้องถิ่นของตนเอง บนพื้นฐานของประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ


          5.คนไทยทุกคน พึงให้การสนับสนุน ส่งเสริม การดูแลคุณภาพชีวิต การสาธารณสุข ตลอดจนการศึกษาที่มีคุณภาพ ให้เป็นไปอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
          
          6.คนไทยทุกคน พึงเคารพเชื่อมั่นและปฏิบัติตามกฎหมาย รวมทั้งสนับสนุนและส่งเสริมกระบวนการยุติธรรม เพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม
          
          7.คนไทยทุกคน พึงใช้ความรอบคอบในการรับรู้ข่าวสารจากสื่อต่างๆ แล้วร่วมกันสอดส่องดูแลไม่ให้มีการบิดเบือน เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม
          
          8.คนไทยทุกคน พึงตระหนักในการส่งเสริมให้สังคมมีมาตรฐานสากล ตามกฎกติการะหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี
          
          9.คนไทยทุกคน พึงสนับสนุนและส่งเสริมการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน และสอดคล้องเป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการดำเนินการทุกขั้นตอน
          
          10.คนไทยทุกคน พึงเรียนรู้ให้ความร่วมมือ และสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ


          บทสรุป : ความสามัคคีปรองดอง นับเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความเชื่อมั่น ว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามปัญหา และอุปสรรคทั้งปวงที่เกิดขึ้น เพื่อให้คนไทยกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันในสังคม ด้วยความสงบสุขสอดคล้องกับวิถีชีวิต และจารีตประเพณีอันงดงาม ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานตามประวัติศาสตร์ของชาติไทย ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวจะเป็นรากฐานสำคัญ สำหรับการพัฒนาและเสริมสร้างพลังอำนาจของชาติในทุกด้าน เป็นแรงผลักดันที่จะนำพาประเทศไทย ให้มีความเจริญก้าวหน้า สร้างโอกาสในการแข่งขันกับนานาประเทศในเวทีโลก เอื้ออำนวยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้สภาพแวดล้อมทางสังคมที่มีความเข้มแข็ง อบอุ่น และปลอดภัย ทุกคนร่วมมือร่วมใจในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคต ตามแนวทางของยุทธศาสตร์ชาติอย่าง “มั่นคง มั่งคั่ง และยังยืน”
          
          เนื้อหาข้างต้นคือร่างสัญญาประชาคม เพื่อความสามัคคีปรองดอง ที่รัฐบาล คสช.ได้ดำเนินการรวบรวมข้อคิดเห็นในประเด็น 10 คำถาม ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เพื่อนำมาสังเคราะห์วิเคราะห์ และผสมผสานกับผลการศึกษาของคณะอื่นๆ อาทิ สถาบันพระปกเกล้า คอป. สปช. เป็นต้น และหลังจากนี้ร่างสัญญาประชาคมต้องผ่านกระบวนการอีกหลายส่วน ก่อนจะประกาศเป็นสัญญาประชาคมเพื่อความสามัคคีปรองดอง