ยึดหลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา



    2015-02-03  ผู้สื่อข่าว: ณรงค์ฤทธ์ มากคง

    ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุรักษ์ไม้ประเทศญี่ปุ่น ลงพื้นที่ ต.พันท้ายนรสิงห์ แหล่งขุดพบเรือโบราณพนมสุรินทร์


          เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 10.30 น. ที่บริเวณวัดวิสุทธิวราวาส ม.6 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร นางวันนา แตงมณี เลขานุการนายก อบต.พันท้ายนรสิงห์ และนายบุญชู ถาดทอง ปลัด อบต.พันท้ายนรสิงห์ น.ส.นารีรัตน์ ปรีชาคุปต์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี พร้อมด้วย MR. SETSUO IMAZU ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู ประเทศญี่ปุ่น และคณะเจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศ ได้ลงพื้นที่บริเวณที่ขุดพบเรือโบราณซึ่งสันนิษฐานว่ามีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 ทั้งนี้ เรือโบราณดังกล่าวมีการขุดพบเมื่อเดือน กันยายน 2556 ในบ่อเลี้ยงกุ้งของนายสุรินทร์และนางพนม ซึ่งต่อมาทั้งสองได้ยกที่ดินบริเวณที่ขุดพบเรือให้กับทางราชการ จากนั้นจึงได้มีการตั้งชื่อเรือที่ขุดพบว่า “เรือพนมสุรินทร์” เพื่อให้เกียรติกับเจ้าของที่ดิน
          
          จากข้อสันนิษฐานของเจ้าหน้าที่กลุ่มโบราณคดีใต้น้ำ ซึ่งได้พบกระดูกงูขนาดใหญ่และเสากระโดง แสดงให้เห็นว่าเรือโบราณที่พบในครั้งนี้เป็นเรือขนาดใหญ่ และจากลักษณะเรือที่มีการเสริมกราบสองชั้นด้วยการใช้เชือกผูกโยงยึด เป็นเทคนิคการต่อเรือที่เหมือนกับเรืออาหรับโบราณ และโบราณวัตถุที่พบในเรือ มีทั้งภาชนะที่เป็นบรรจุภัณฑ์และภาชนะที่ใช้สอยในเรือ บางประเภทเป็นภาชนะที่ไม่เคยพบในแหล่งโบราณคดีในประเทศไทย ทั้งยังพบตัวอักษรโบราณบนภาชนะด้วย แสดงให้เห็นว่าเรือลำนี้มีความสำคัญในการศึกษาเรื่องประวัติการเดินเรือในภูมิภาคนี้
          
          นายเอิบเปรม วัชรางกูร หัวหน้ากลุ่มโบราณคดีใต้น้ำ เปิดเผยว่า ไทยและญี่ปุ่น มีบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางวิชาการด้านการอนุรักษ์ไม้ ตั้งแต่ปี 2556 และการเดินทางมาครั้งนี้ MR. SETSUO IMAZU พร้อมคณะฯจะเดินทางไปหลายที่ และการเข้ามาดูที่แหล่งเรือพนมสุรินทร์เนื่องจากเป็นกรณีที่ค่อนข้างยุ่งยาก ซึ่งความเห็นของคณะเจ้าหน้าที่ของญี่ปุ่นเป็นประโยชน์กับการขุดเรือพนมสุรินทร์ เป็นอย่างมาก
          
          นายเอิบเปรม ยังกล่าวอีกว่า เราต้องการทราบถึงเทคนิคที่เหมาะสมที่สุด สำหรับขั้นตอนในการศึกษาวิจัยจนถึงขั้นตอนที่นำเรือพนมสุรินทร์ขึ้นมาจัดแสดงให้ประชาชนได้ดู เพราะไม้ที่ถูกแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลาพันปี พอเอาขึ้นมาโดนอากาศจะเกิดการผุพัง ต้องใช้สารเคมีช่วยเคลือบรวมทั้งโครงสร้างของเรือที่ต้องใช้อะไรมาเสริมความแข็งแรง ซึ่งต่างๆสิ่งเหล่านี้ทางประเทศญี่ปุ่นจะมีความชำนาญมากกว่าเรา